วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Assignment 11: English Sentence Structure

English has four main sentence types

-- Sentence Types -

1  ประเภทของประโยค
        ประโยคแบ่งออกตามลักษณะการนำไปใช้ได้ 4 ประเภท คือ
          1.1  ประโยคบอกเล่า (declarative sentence)
                 หมายถึง ประโยคที่บอกข้อมูลหรือแสดงข้อความบอกเล่า เช่น      
                          Sue is going to school on foot.
                          Mike is riding his bicycle to school.
                          Sue is going to school on foot, but Mike is riding his bicycle to school.
                          The boat hit a big rock.
                          The boat sank to the bottom of the river.
                          The boat hit a big rock, and it slowly sank to the bottom of the river.
                          When the boat hit a rock, it slowly sank to the bottom of the river.
                          All of those trees will be cut down.
                  การเปลี่ยนประโยคเหล่านี้ให้มีรูปและความหมายปฏิเสธทำได้โดย
                   1. เติม not  ในประโยค   ดังนี้      
                      ประโยคที่เป็น present simple tense ต้องใช้ do/does ช่วยในประโยค เช่น
                          The boy gets up at six o'clock on weekends.
                                         
                          The boy does not get up at six o'clock on weekends.
                          I play tennis on Saturdays.
                            
                          I do not play tennis on Saturdays.
                          ประธานของประโยคเป็นบุรุษที่ 3 เอกพจน์   ต้องใช้   does + not + V base form
                          ประธานของประโยคเป็นบุรุษที่ 3 พหูพจน์   บุรุษที่ 1 หรือ บุรุษที่ 2 ให้ใช้  
                          do + not + V base form
                      ประโยคที่เป็น   past simple tense ต้องใช้ did ช่วยในประโยค ดังนี้
                          The boy got up at six o'clock yesterday.
                                      
                          The boy did not get up at six o'clock yesterday.
                          The boys got up at six o'clock yesterday.      
                                        
                          The boys did not get up at six o'clock yesterday.
                          I played tennis last Saturday.
                               
                          I did not play tennis last Saturday.
                          ใช้   did + not + V base form  ได้กับประธานของประโยคทุกเพศและบุรุษ
                      ประโยคที่เป็น   tense อื่น ๆ   ซึ่งมีกริยาช่วยอยู่แล้ว   ให้ใส่ not  หลังกริยาช่วย  
                          ถ้ามีกริยาช่วยมากกว่า 1  ตัว ใส่ not หลังกริยาช่วยตัวแรก ในประโยค ดังนี้
                          The students are doing their homework.
                                                
                          The students are not doing their homework.
                          The teacher has written the words on the board.
                                                 
                          The teacher has not written the words on the board.
                          Sandra will go to the party.
                                                                           
                          Sandra will not go to the party.
                          Norma has been working for the company since 2009.
                                              
                          Norma has not been working for the company since 2009.

                   2. ใช้คำที่ให้ความหมายเป็นปฏิเสธเติมในประโยค   เช่นคำต่อไปนี้    rarely, seldom,
never, etc. ซึ่งมักจะเป็น   simple tense โดยวางคำเหล่านี้ไว้หน้ากริยา   ดังตัวอย่างต่อไปนี้
                          Wendy plays tennis on Saturdays.
                                     
                          Wendy rarely plays tennis on Saturdays.

                          Peter goes to the beach on Sundays.
                                   
                          Peter seldom goes to the beach on Sundays.
                                                 
                          Sandy played tennis on Saturdays.  
                                     
                          Sandy never played tennis on Saturdays.
1.2  ประโยคคำถาม ( interrogative sentence)
                หมายถึง ประโยคหรือกลุ่มคำที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านให้คำตอบ  
ซึ่งอาจจะเป็นคำตอบสั้น ๆ ว่า   yes   หรือ   no  หรือเป็นคำตอบที่เป็นคำเดียว เป็นกลุ่มคำ หรือเป็นประโยค    เช่น
                          Q:    Is this your book? 
                          A:   Yes. / Yes, it's mine.
                          Q:   Have you got the time?    
                          A:   It's five to nine.
                          Q:   Where do you study? 
                          A:   At Sukhothai Thammathirat Open University.
                          Q:  What is your major? 
                          A:   English.  I major in English.
                          Q:  You like Thai food, don't you? 
                          A:  Oh yes. Very much. 
                ประเภทของประโยคคำถาม
                    1.  Yes/No questions   ได้แก่คำถามที่ผู้ตอบมักจะต้องตอบรับหรือตอบปฏิเสธ คือ ตอบ   yes หรือ   no  คำถามประเภทนี้ สร้างขึ้นจากประโยคบอกเล่า   ในประโยคที่ใช้ tense ต่าง ๆที่มีกริยาช่วย หรือในประโยค ที่มี BE เป็นกริยาแท้เป็น   present simple tense หรือ past simple tense มักวางประธานและกริยา สลับที่กันกลายเป็นประโยคคำถาม Yes/No questions  การตอบคำถามส่วนมากจะเริ่มด้วยคำตอบ yes หรือ  no  ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ตอบต้องการสื่อและตามด้วยข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งอาจจะเป็นข้อความสั้น ๆ ที่อยู่ในรูปของ   declarative sentence ดังตัวอย่าง
Declarative SentenceQuestionAnswer
That is our new English teacher.Is that our new English teacher?Yes./ Yes, that's right./ Yes, it is.
I am from Thailand.Are you from Thailand?Yes, I am.
He is studying at my university.Is he studying at your university?Yes, he is. 
He has left for the airport.Has he left for the airport?Yes./ Yes, he has.

                    ประโยคที่มีกริยาอื่น ๆ เช่น walk, play, leave, study, etc.   เป็นกริยาแท้และอยู่ใน present simple tense ต้องใช้กริยาช่วย   do  หรือ   does ในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่าง  
Declarative SentenceQuestionAnswer
He walks to school.Does he walk to school?  Yes./ Yes, he does.
They play tennis.Do they play tennis?Yes, they do./ No, they don't.
I play badminton.      Do you play badminton?      Yes, I do./ No, I don't.
We like Italian food.Do you like Italian food?Yes, we do./ No, we don't.

                    ใช้กริยาช่วย   did ในประโยคที่มีกริยาแท้อยู่ใน past simple tense  เมื่อเปลี่ยนประโยคบอกเล่าเป็นประโยคคำถาม    ดังตัวอย่าง
Declarative SentenceQuestionAnswer
Korn studied in Bangkok.Did Korn study in Chiang Rai?No, he didn't.  He studied in Bangkok.
The boys studied in Bangkok.Did the boys study in Bangkok?Yes, they did./ No, they didn't.

                    ในประโยคที่มี   do  และ have เป็นกริยาแท้และอยู่ใน present simple tense ต้องใช้กริยาช่วย   do  หรือ   does ในประโยคคำถาม   และใช้กริยาช่วย   did เมื่อ do  หรือ have อยู่ใน past simple tense   ดังตัวอย่าง  
Declarative SentenceQuestionAnswer
He does his homework after school.Does he do his homework after school?  Yes, he does./ No, he doesn't.
They always do the work by themselves.Do they always do the work by themselves?Yes, they do./ No, they don't.
I did that alone. Did you do that alone?      Yes, I did./ No, I didn't.
We have Italian food once a week.Do you have Italian food once a week?Yes, we do./ No, we don't.
We had Chinese food yesterday.Did you have Chinese food yesterday?Yes, we did./ No, we didn't.
2. Wh-questions  ไ ด้แก่คำถามที่ผู้ตอบจะต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ถามตาม Wh-word ที่วางไว้ต้นประโยคคำถาม    เช่น
                          Q:   Where did Korn study?   
                          A:  He studied in Bangkok.  
                        Wh-words ซึ่งใช้นำหน้าประโยคคำถาม ได้แก่คำต่อไปนี้     who ( ใคร = subject), whom ( ใคร = object), what ( อะไร = subject และ object), when ( เมื่อไร) , where ( ที่ไหน) ,
how ( อย่างไร) , which ( คน/อัน/สิ่งไหน) , whose ( ของใคร) , why ( ทำไม) การสร้างประโยคคำถามด้วย Wh-words
                      Who ใช้เมื่อถามถึงประธานของประโยคที่เป็นคน   เช่น
                          Subject              Verb               (Object) 
                          John                telephoned.
                             2
                          Who                telephoned?

                              Subject             Verb                 (Object) 
                          John               telephoned          Mary. 
                             2
                          Who            telephoned? 
การเรียงคำในประโยคคำถามเหมือนการเรียงคำในประโยคบอกเล่าดังนี้
Wh-word (= ประธานของประโยค) กริยา (= present simple หรือ past simple)? 
Wh-word (= ประธานของประโยค) กริยา (= aux. verb + main verb เมื่อเป็น tense อื่น)   
                      นอกจาก   who ที่ใช้ถามถึงประธานของประโยคแล้วยังใช้ what, which, whose, how many ได้ ซึ่งเรียงคำในประโยคแบบเดียวกับ   who 
                      Whom ใช้เมื่อถามถึงบุคคลที่เป็นกรรมของประโยค   เช่น
                           Subject             Verb           (Object) 
                       John         telephoned        Mary. 
                                 1
                      Whom          did John      telephone?

                      หมายเหตุ   ปัจจุบันนิยมใช้   who  แทน   whom  โดยเฉพาะในภาษาพูดและภาษาไม่เป็นทางการ

                      การเรียงคำในประโยคคำถาม    ประธานของประโยค จะต้องวางสลับกับ กริยาช่วย   ดังนี้
                      -  ในประโยคที่ใช้ tense ต่าง ๆ ที่มีกริยาช่วย วางประธานและกริยาช่วยสลับที่กัน    ในประโยคที่มี BE เป็นกริยาแท้ อยู่ใน   present simple tense หรือ past simple tense ต้องวางประธานและกริยา BE สลับที่กัน
                  -  ในประโยคที่มีกริยาอื่น เช่น   walk, buy, come, etc. เป็นกริยาแท้ อยู่ใน   present simple ต้องใช้ does  วางหน้าประธานที่เป็นบุรุษที่ 3 เอกพจน์   และใช้ do  วางหน้าประธานที่เป็นบุรุษอื่น ๆ   แล้วเปลี่ยนกริยาแท้ให้อยู่ในรูป V base form วางไว้หลังประธาน   ถ้ากริยานั้นเป็น   past simple ให้ใช้   did  วางหน้าประธานได้ทุกบุรุษ แล้วเปลี่ยนกริยาแท้ให้อยู่ในรูป   V base form วางไว้หลังประธาน
             
                      Whose ใช้เพื่อถามว่าใครเป็นเจ้าของของสิ่งของสิ่งหนึ่งหรือจำนวนหนึ่ง   ใช้คังนี้  
                           whose:  Whose are these?   หรือ
                           whose + noun:  Whose car ran the fastest?  ประโยคคำถามนี้   “Whose car”
                       เป็นประธานของประโยค   รูปประโยคมีลักษณะดังนี้
                           whose + noun (= ประธานของประโยค) กริยา (= present simple หรือ past simple) 
                           Whose book are you reading ? ประโยคคำถามนี้   Whose book เป็นกรรมของประโยค
                       รูปประโยคมีลักษณะดังนี้
                           whose + noun (= กรรม) กริยาช่วย ประธาน + กริยาแท้

                      Which   ใช้เพื่อถามว่า คนไหน/อันไหน/สิ่งไหน     ใช้ในลักษณะเดียวกับ whose คือมีนามตามมา หรือไม่มีคำนามตามมา    และใช้เป็นประธานหรือกรรมของประโยคก็ได้   เช่น
                           Which car ran the fastest? (Which car = subject) การเรียงคำในประโยค
                       มีลักษณะดังนี้
                           which + noun (= ประธานของประโยค) กริยา (= present simple หรือ past simple) 
                           Which book did you buy ? (Which book = object) การเรียงคำในประโยค
                       มีลักษณะดังนี้
                           which + noun (= กรรม) กริยาช่วย ประธาน + กริยาแท้

                      What   มีความหมายว่าอะไร   ส่วนมากใช้เพื่อถามถึงสิ่งของ   มีคำนามตามมา  
                       หรือไม่มีคำนามตามมาก็ได้   และใช้เป็นประธานหรือกรรมของประโยคได้    เช่น
                           What made that noise? (What = subject)
                           What animals live on plants?  (What animals = subject) การเรียงคำในทั้ง
                       2 ประโยค มีลักษณะดังนี้   what/ what + noun (= ประธานของประโยค) กริยา
                       (= present simple หรือ past simple)                                    
                           What did he drink ? (What = object)
                           What musical instrument does he play ? (What musical instrument = object)
                       การเรียงคำในทั้ง 2 ประโยคมีลักษณะดังนี้
                           what/ what + noun (= กรรม) กริยาช่วย ประธาน + กริยาแท้

                      When   มีความหมายว่าเมื่อไร ใช้ถามถึงเวลาซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค     เช่น
                           When did he leave ?
                           When will they arrive ?
                       การเรียงคำในทั้ง 2 ประโยคมีลักษณะดังนี้
                            when กริยาช่วย ประธาน + กริยาแท้

                      Where มีความหมายว่าที่ไหน   ใช้ถามถึงสถานที่     ซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค    
                            Ex:   Where are the boys?
                                  Where were the boys?
                            ใน   2  ประโยคนี้มี BE เป็นกริยาแท้ อยู่ใน  present simple tense และ  past simple tense
                       ต้องวางประธานและกริยา BE สลับที่กันดังนี้
                            where +   BE   (= กริยาแท้) ประธาน
                            Ex: Where did he study ?
                                  Where are they going ?
                            ในประโยคที่กริยาแท้เป็นกริยาอื่น เช่น study, go walk, eat, etc.  การเรียงคำในประโยค
                       ต้องมีลักษณะดังนี้
                            where กริยาช่วย ประธาน + กริยาแท้

                      Why มีความหมายว่าทำไม   ใช้ถามถึงเหตุผล   ซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค   เช่น
                            Why did he leave early?
                            Why is he crying ?
                       การเรียงคำในทั้ง 2 ประโยคมีลักษณะดังนี้
                            why กริยาช่วย ประธาน + กริยาแท้

                      How มีความหมายว่าอย่างไร   ใช้ถามถึงลักษณะการกระทำว่าเป็นอย่างไร
                       ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประโยค    
                            Ex:   How are the boys?
                                   How were the boys?
                            ใน 2  ประโยคนี้มี BE เป็นกริยาแท้ อยู่ใน   present simple tense และ  
                       past simple tense ต้องวางประธานและกริยา   BE   สลับที่กันดังนี้
                            how +   BE   (= กริยาแท้) ประธาน
                            Ex:   How did he go to school?
                                    How are they going to the station?
                            ในประโยคที่กริยาแท้เป็นกริยาอื่น เช่น study, go, walk, eat, etc. 
                       การเรียงคำในประโยค ต้องมีลักษณะดังนี้
                            how กริยาช่วย ประธาน + กริยาแท้
                            how ใช้กับคำคุณศัพท์หรือคำกริยาวิเศษณ์ได้   เช่น
                            How old is the boy?
                            How often did he go to the cinema?
                            How many people came to the party?
                            How much water must we drink?
                            สำหรับ   how many + N และ how much + N  ใช้เป็นประธานได้และเรียงคำ
                       ในประโยคเหมือน who  หรือใช้เป็นกรรมของประโยคและเรียงคำในประโยคเหมือน whom
ตัวอย่างการตั้งคำถามและการตอบคำถามให้สอดคล้องกับคำถาม
QUESTION
ANSWER
Wh-word as subject
Aux. verb       Main verb  Others (Adv. / Prep phr.)
Whocameyesterday?Lily.
Whoisin the room?Peter.
WhohasgotJohn's address?The secretary.
Which boywonthe game?Henry from Class A.
Whose studentis going to enterthe competition?Mr. Brown's.
Whatmadehim cry?The loud noise.

การเรียงคำในประโยคคำถามข้างต้นเหมือนในประโยคบอกเล่า
QUESTION
ANSWER
WH-word
Aux. verb  Subject  Aux. verbMain verbOthers (Adv./Prep phr.)
Whomdidyouask?His father.
Whatishedoing?He's studying for the exam.
Whydidsheleaveearly?She wasn't feeling well.
Whenwillhemoveto Bangkok ?Soon./ Next month.
Wheredoes helive?He lives on Wireless Road.
Howdidyouopenthat can?I used this opener.
How longhashebeenworkingthere?For 4 years.
                       การเรียงคำในประโยคคำถามข้างต้น    ประธานของประโยค จะต้องวางสลับกับกริยาช่วย 
                       การตอบคำถามผู้ตอบจะต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ถามตาม Wh-word ที่วางไว้ต้นประโยคคำถาม   
3.  Tag Questions   ได้แก่คำถามที่ส่วนหน้าเป็นรูปประโยคบอกเล่าหรือรูปประโยคปฏิเสธ และต่อท้ายหรือต่อส่วนสร้อยด้วยข้อความสั้น ๆ มีรูปเป็นคำถามคือ วางประธานและกริยาสลับที่กัน
Tag question มีโครงสร้างดังนี้
                            ประโยคบอกเล่า , ส่วนสร้อยกริยาอยู่ในรูปปฏิเสธ   
                            ผู้ถามคาดหวังคำตอบ yes
                                Peter has already gone home, hasn't he?
                            ประโยคปฏิเสธ , ส่วนสร้อยกริยาอยู่ในรูปบอกเล่า 
                            ผู้ถามคาดหวังคำตอบ no
                                Peter hasn't gone home yet, has he?
                            ส่วนที่เป็นคำถามต่อท้ายของ tag question จะประกอบด้วยกริยาช่วยและประธานที่เป็นคำสรรพนาม กริยาช่วยจะเป็นกริยาช่วยตัวเดียวกับที่อยู่ในส่วนหน้า   แต่เป็นรูปที่ต่างกัน คือ ถ้าส่วนหน้าเป็นรูปประโยคบอกเล่า   กริยาช่วยส่วนท้ายจะเป็นรูปปฏิเสธย่อ     ถ้าส่วนหน้าเป็นรูปประโยคปฏิเสธ กริยาช่วยส่วนต่อท้ายจะเป็นบอกเล่า     เช่น
                                John can come, can't he?
                                John can't come, can he?
                                Your sister has arrived, hasn't she?
                                Your sister hasn't arrived, has she?
                                Henry is working in the garden, isn't he?
                                Henry isn't working in the garden, is he?
                            ถ้าประโยคบอกเล่าส่วนหน้ามีกริยาแท้ที่เป็น present tense  ส่วนสร้อยจะต้องใช้ don't  หรือ   doesn't  แทนกริยาเดิม    ถ้ากริยาแท้เป็น past tense ส่วนสร้อยจะต้องใช้ didn't  เช่น
                                You like Chinese food, don't you?
                                He always comes to class late, doesn't he?
                                Jim came home late, didn't he?
                            ถ้าประโยคบอกเล่าส่วนหน้ามีกริยา BE หรือ have  เป็นกริยาแท้   ส่วนสร้อยจะใช้กริยา BE หรือ have  รูปปฏิเสธ    เช่น
                                He was late, wasn't he?
                                She has two children, hasn't she?
                                แต่    I am late, aren't I?  ( รูปปฏิเสธของ am   ให้ใช้  aren't)
                            การทำประโยคคำสั่งเป็น tag question    ให้เติม    ‘will you?'/ ‘won't you?'/ ‘can't you?' ต่อท้ายซึ่งใช้เมื่อพูดขอร้องโดยอาจจะแสดงถึงความรำคาญ หรือในการเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง   และสำหรับพูดขอร้องธรรมดา   อาจจะใช้   could you?/ can you?/ would you? ต่อท้ายประโยคคำสั่ง    เช่น
                                Stop talking, will you?
                                Sit down, will you?
                                Stop making that noise, can you?
                                Come a little bit early, can you?
  1.3    ประโยคคำสั่ง   (imperative sentence) ได้แก่ประโยคที่เริ่มต้นประโยคด้วย V1  ประธานของประโยคเป็นบุรุษที่ 2  คือ you    ซึ่งเป็นผู้ฟังหรือผู้อ่านที่ละไว้   แต่ถ้าเป็นคำกริยา BE   จะอยู่ในรูป V base form  ประโยคคำสั่งนี้ผู้พูดหรือผู้เขียนใช้เพื่อบอกให้ผู้ฟัง/ผู้อ่านปฏิบัติตามคำสั่ง พูดเชื้อเชิญ พูดขอร้อง ฯลฯ ของผู้พูด ทั้งนี้ น้ำเสียงของผู้พูดจะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของผู้พูดและผู้ฟัง รวมทั้งเจตนาในการสื่อความ เช่น  
Imperative Sentences
คำสั่ง 
Order
คำเตือน 
Warning
ขอร้อง 
Request
แนะนำ 
Suggestion
เชื้อเชิญ 
Invitation
- Stop talking.
X
X
- Write the exercise in blue ink.
X
X
- Wake me up at six.
X
X
- Pass me the salt, please.
X
- Please sit down. / Sit down, please.
X
X
X
- Please make yourself at home.
X
X
- Don't forget to bring the book.
X
- Never forget to do your homework.
X
- Don't make a loud noise. The baby is sleeping.
X
X
- Always take an umbrella wherever you go.
X
X
- Don't be naughty.
X
- Be quiet.
X
                 จากตัวอย่าง   ประโยคคำสั่งทำเป็นประโยคปฏิเสธได้โดยการเติม   do not หรือ don't ไว้หน้าคำกริยา
                 แม้ผู้พูดบางคนอาจเติม please ในประโยคด้วย ประโยคเหล่านั้นยังคงเป็นประโยคคำสั่งอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับเจตนาการใช้ของผู้พูด

1.4 ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentence)
ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentence) เป็นลักษณะประโยคที่บอกการกระทำของกิริยาอีกลักษณะหนึ่ง ข้อความของประโยคซึ่งอยู่ในรูปแบบต่างๆ จะแสดงความหมายไม่เหมือนกัน ข้อความบางอันเป็นจริง แต่บางข้อความอาจไม่เป็นจริง เป็นแต่การสมมุติเท่านั้น
ประโยคเงื่อนไขนั้นความจริงคือ Adverb clause ชนิดหนึ่งที่แสดงเงื่อนไข (Condition) ซึ่งมีตัว Relative เช่น "if, unless, provided (that), on condition that" แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ "if" บางตำรามักเรียกประโยคเงื่อนไขว่า "IF-Clause"
ชนิดของประโยคเงื่อนไข
ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
  • เงื่อนไขที่เป็นจริง หรือเงื่อนไขที่เป็นไปได้ในอนาคต (Real Conditions or Open Conditions) มีรูปแบบโครงสร้าง ดังนี้
    ตัวอย่าง
    Subordinate ClauseMain Clause
    If John works hard,he will pass his examination.
    If the rain stopsI will go for a walk.
    Unless the rain stopsI will not go for a walk.

    ตำแหน่งการวาง Clause ทั้งสองอาจสลับกันได้ คือ เอา Main Clause ขึ้น แล้วตามด้วย Subordinate Clause (แต่อย่างไรก็ดีถ้าขึ้นต้นประโยคด้วย Subordinate Clause หรือ If-clause ก่อน จะเป็นการเน้นยิ่งขึ้น) เช่น

    ตัวอย่าง
    Main ClauseSubordinate Clause
    I will help himif he asks me.
    I won’t help himunless he asks me.
    He will do the work,if he has the time.

    ประโยคเงื่อนไขแท้จริง (Real Conditions) นอกจากจะใช้โครงสร้างประโยคดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ใช่มากที่สุดแล้ว ยังมีโครงสร้างอีกแบบหนึ่งซึ่งใช้มากเช่นกัน และค่อนข้างจะมีความหมายเน้น (Emphasis) กว่าโครงสร้างข้างบน คือ

    ตัวอย่าง
    Subordinate ClauseMain Clause
    If you are right,I am wrong.
    If he comes,I tell you.
    If you boil water,it changes into steam.

    นอกจากโครงสร้างหลัก 2 แบบ ดังกล่าวแล้ว ประโยคเงื่อนไขแท้จริง อาจใช้ในแบบอื่นๆ อีก เช่น ตัวอย่าง

    • If + Present Simple, Future Prefect Tense เช่น If I get this right, I will have answered every question correctly.
    • IF + Present Simple, Past Simple Tense เช่น If what you say is right, then what I said was wrong.
    • If + Present Simple, Imperative Mood. เช่น If you meet Smith, tell him I want to see him. If the ground is very dry, don’t forget to water those plants.
    • If + should + Bare Infinitive, Imperative or Future in Question Forms เช่น
      • If you should meet Smith, tell him I want to see him.
      • If he should come, please give him this book.
      • If you should be passing, do come and see us.
      • he train should be late, what will you do?
    หมายเหตุ: โครงสร้างตามรูปแบบที่ 4 นี้จะมีความหมายเป็นไปได้ที่น้อยลงกว่าโครงสร้างปกติ (Remote Possibility)
    • If + Past Simple, Present Simple Tense เช่น If I said that, I apologize.
    • If + Past Simple, Past Simple Tense เช่น If I said that, I was mistaken.
    • If + Past Simple, Future Simple Tense เช่น If I made a mistake, I will try to remedy it.
    • If + Present Perfect, Future Simple Tense เช่น If I have made a mistake, I will try to remedy it.
    • If + Present Perfect, Present Simple Tense เช่น If you have done your work, you may go to the cinema.
    ข้อสังเกต
    • ใน IF Clause จะไม่ตามด้วย Future Tense เลย แม้ว่าความหมายจะเป็นอนาคตก็ตาม เช่นHe will go for a walk if the rain will stop. (ผิด)
      He will go for a walk if the rain stops. (ถูก)
    • "will" จะใช้ใน IF-Clause แต่ไม่ได้แสดงความหมาย "อนาคตกาล" แต่แสดงถึง "ความเต็มใจหรือตั้งใจทำ" (Willingness) เช่น If you will sign this agreement, I will let you have the money at once.
      แต่ข้อความข้างบนจะสุภาพยิ่งขึ้นถ้าใช้ "would" เช่น If you would sign this agreement, I will let you have the money at once.
  • เงื่อนไขสมมุติ หรือเงื่อนไขที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต (Unreal Conditions or Hypothetical Conditions, Supposition)
    ตัวอย่าง
    Subordinate ClauseMain Clause
    If Smith were here,he would know the answer.
    If I had the money,I would buy a new car.
    If I were King,you should be Queen.

    ข้อสังเกต
    • ใน IF-Clause ที่แสดงเงื่อนไขไม่จริงในอนาคตนี้ จะใช้ "were" กับทุกๆ ประธาน
    • รูป Future Simple in the past นั้น ก็คือรูปที่มาจาก Future Simple นั่นเอง แต่เปลี่ยน "will" เป็น "would"
    • ความหมายของทุกตัวอย่างข้างต้น จะแสดงการสมมุติทั้งสิ้น เช่น "If Smith were here..." แสดงว่า "ผมรู้ว่าสมิธไม่มีโอกาสจะอยู่ที่นี่เลย" หรือ "If I had the money….." หมายความว่า "ผมรู้ว่าผมไม่มีทางจะมีเงินจำนวนนั้นได้เลย" ตัวอย่างประโยคสุดท้ายยิ่งเน้นชัดว่า ข้อความนั้นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างยิ่ง คือ "If I were King..."
  • เงื่อนไขสมมุติหรือเงื่อนไขซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงในอดีต (Unreal Condition in Past) มีรูปแบบดังนี้
    ตัวอย่าง
    Subordinate ClauseMain Clause
    If John had worked hard,he would have passed the examination.
    If you had asked me,I would have helped you.
    If I had had the money,I would have bought a bigger house.
    ข้อสังเกต
    • รูป Future Perfect in the Past ก็คือ รูปที่มาจาก Future Perfect นั่นเอง แต่เปลี่ยน "will" เป็น "would"
    • เป็นเงื่อนไขที่กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและได้กระทำลงไปตรงกันข้ามกับรูปประโยคเสมอ หรือเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงนั่นเอง (Contrary to the Facts) เช่น "If John had worked hard…."(= ผู้พูดกล่าวพาดพิงถึงการเรียนที่แล้วมา และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จอห์นไม่ได้ศึกษาอย่างขยันเลย เขาจึงสอบตก) หรือ "If you had asked me,…..")
      (= ผู้พูดกล่าวพาดพิงถึงเรื่องราวที่แล้วมา และความจริงที่เกิดขึ้นคือคุณไม่ได้ขอร้องผม ผมก็เลยไม่ได้ช่วยคุณ) หรือ "If the hat had suited me, I would have bought it."
      (= ผู้พูดกล่าวพาดพิงเรื่องที่แล้วมาเช่นกัน ซึ่งมีความหมายว่า "เมื่อวานตอนที่ผมไปดูหมวกใบหนึ่งในร้าน ถ้ามันเหมาะกับผมผมก็คงซื้อมันไปแล้ว" ซึ่งความจริงก็คือ ผมไม่ได้ซื้อหมวกใบนั้น เพราะมันไม่เหมาะกับผม"
ลักษณะการวาง IF-Clause
ได้กล่าวมาข้างต้นบ้างแล้วว่า การวาง If-Clause อาจจะวางสลับกันได้ คือ

  • วาง IF-Clause ก่อนและตามด้วย Main Clause ซึ่งจะมีความหมายว่าที่เน้นมาก เช่น
    • If he would come here, please tell me.
    • If our train were to arrive punctually, we would have time to visit your sister.
    • If John had worked hard last term, he would have passed the examination.
    ซึ่งส่วนมากมักจะวาง IF-Clause ในลักษณะเช่นนี้
  • วาง Main Clause แล้วตามด้วย IF-Clause ความหมายของรูป IF-Clause เช่นนี้จะไม่เน้น แต่เป็นการกล่าวธรรมดา เช่น
    • Please tell me if he would come here.
    • We would have time to visit your sister if our train were to arrive punctually.
    • John would have passed the examination if he hard worked hard.
    • I will go if it would be necessary.
  • วางในระบบ Inversion Form รูปแบบนี้ใช้ในภาษาเขียนเท่านั้น ซึ่งจะเขียนในรูปแบบนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีกิริยาช่วย (Helping Verb) อยู่ในส่วน IF-Clause แล้วย้ายกิริยาช่วยตัวนั้นไว้หน้าประธาน ตัด "if" ทิ้ง เช่น
    • Would he come here, please tell me.(มาจาก If he would come here, please tell me.)
    • Were our train to arrive punctually, we would have time to visit your sister.
    • I will go, would it be necessary.
    • Had John worked hard last term, he would have passed the examination

Assignment 10 : Tenses

Tense

Tense   คือรูปแบบ(หรือโครงสร้าง)ของกริยา  ที่แสดงให้เราทราบว่า  การกระทำหรือเหตุการ นั้นๆเกิดขึ้นเมื่อใด   ซึ่งเรื่อง  tense  นี้เป็นเรื่องสำคัญ  ถ้าเราใช้    tense  ไม่ถูก  เราก็จะสื่อภาษากับเขา ไม่ได้  เพราะในประโยคภาษาอังกฤษนั้นจะอยู่ในรูปของ  tense  เสมอ  ซึ่งต่างกับภาษาไทยที่เราจะมีข้อความบอกว่าาเกิดขึ้นเมื่อใดมาช่วยเสมอ   แต่ภาษาอังกฤษจะใช้รูป  tense  นี้มาเป็นตัวบอก  ดังนี้การศึกษาเรื่อง  tense  จึงเป็นเรื่องจำ เป็น.
Tense  ในภาษาอังกฤษนี้จะแบ่ง ออกเป็น  3  tense  ใหญ่ๆคือ
               1.     Present   tense        ปัจจุบัน
               2.     Past   tense              อดีตกาล
               3.     Future   tense          อนาคตกาล
ในแต่ละ  tense ยังแยกย่อยได้  tense  ละ  4  คือ
              1 .   Simple   tense    ธรรมดา(ง่ายๆตรงๆไม่ซับซ้อน).
              2.    Continuous  tense    กำลังกระทำอยู่(กำลังเกิดอยู่)
              3.     Perfect  tense     สมบูรณ์(ทำเรียบร้อยแล้ว).
              4.     Perfect  continuous  tense  สมบูรณ์กำลังกระทำ(ทำเรียบร้อยแล้วและกำลัง ดำเนินอยู่ด้วย).



โครงสร้างของ  Tense  ทั้ง  12  มีดังนี้
Present  Tense
                      [1.1]   S  +  Verb  1  +  ……(บอกความจริงที่เกิดขึ้นง่ายๆ ตรงๆไม่ซับซ้อน).
[Present]       [1.2]   S  +  is, am, are  +  Verb  1  ing   +  …(บอกว่าเดี๋ยวนี้กำลังเกิดอะไร อยู่).
                      [1.3]   S  +  has, have  +  Verb  3 +  ….(บอกว่าได้ทำมาแล้วจนถึง ปัจจุบัน).
                      [1.4]   S  +  has, have  +  been  +  Verb 1 ing  + …(บอกว่าได้ทำมาแล้วและกำลังทำ ต่อไปอีก).

Past Tense
                      [2.1]  S  +  Verb 2  +  …..(บอกเรื่องที่เคยเกิดมาแล้วใน อดีต).
[Past]            [2.2]  S  +  was, were  +  Verb 1  +…(บอกเรื่องที่กำลังทำอยู่ในอดีต).
                      [2.3]  S  +  had  +  verb 3  +  …(บอกเรื่อที่ทำมาแล้วในอดีตใน ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง).
                      [2.4]  S  +  had  +  been  +  verb 1 ing  + …(บอกเรื่องที่ทำมาแล้วอย่างต่อ เนื่องไม่หยุด).

Future Tense
                      [3.1]  S  +  will, shall  +  verb 1  +….(บอก เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต).
[Feature]        [3.2]  S  +  will, shall  +  be  +  Verb 1 ing  + ….(บอกว่าอนาคตนั้นๆกำลังทำอะไร อยู่).
                      [3.3]  S  +  will,s hall  +  have  +  Verb 3  +…(บอกเรื่องที่จะเกิดหรือสำเร็จ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง).
                      [3.4]  S  +  will,shall  +  have  +  been  + verb 1 ing  +.. ..(บอกเรื่องที่จะทำอย่างต่อเนื่องในเวลาใด -  เวลาหนึ่งในอนาคตและ จะทำต่อไปเรื่อยข้างหน้า).   
                 

หลักการใช้แต่ละ  tense  มีดังนี้
              [1.1]   Present  simple  tense    เช่น    He  walks.   เขาเดิน,
1.    ใช้กับ เหตุการที่เกิดขึ้นตามความจริงของธรรมชาติ และคำสุภาษิตคำ พังเพย.  
2.    ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริงในขณะที่พูด  (ก่อนหรือหลังจะไม่จริงก็ตาม).
3.    ใช้กับกริยาที่ทำนานไม่ได้   เช่น  รัก,  เข้าใจ, รู้  เป็นต้น.
4.    ใช้กับการกระทำที่คิดว่าจะเกหิดขึ้นในอนาคตอันใกล้(จะมีคำวิเศษณ์บอกอนาคตร่วมด้วย).
5.    ใช้ในการเล่าสรุปเรื่องต่างๆในอดีต  เช่นนิยาย นิทาน.
6.    ใช้ในประโยคเงื่อนไขในอนาคต    ที่ต้นประโยคจะขึ้นต้น ด้วยคำว่า    If    (ถ้า),       unless   (เว้นเสียแต่ว่า),    as  soon  as  (เมื่อ,ขณะที่),    till  (จนกระทั่ง) ,   whenever   (เมื่อไรก็ ตาม),    while  (ขณะที่)   เป็นต้น.
7.    ใช้กับเรื่องที่กระทำอย่างสม่ำเสมอ  และมีคำวิเศษณ์บอกเวลาที่สม่ำเสมอร่วมอยู่ด้วย  เช่น  always (เสมอๆ),  often   (บ่อยๆ),    every  day   (ทุกๆวัน)    เป็นต้น.
8.    ใช้ในประโยคที่คล้อยตามที่เป็น  [1.1]  ประโยคตามต้องใช้   [1.1]  ด้วยเสมอ.


[1.2]   Present  continuous  tense   เช่น   He  is  walking.  เขากำลังเดิน.
1.    ใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในขณะที่พูด(ใช้  now ร่วมด้วยก็ได้ โดยใส่ไว้ต้น ประโยค, หลังกริยา หรือสุดประโยคก็ ได้).
2.    ใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในระยะเวลาอันยาวนาน  เช่น  ในวันนี้ ,ในปีนี้ .
3.    ใช้กับเหตุการณ์ที่ผู้พูดมั่นใจว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้  เช่น เร็วๆนี้, พรุ่งนี้.
*หมายเหตุ   กริยาที่ทำนานไม่ได้  เช่น  รัก ,เข้าใจ, รู้, ชอบ  จะนำมาแต่งใน  Tense  นี้ไม่ได้.

            [1.3] Present perfect tense เช่น He has walk เขาได้เดินแล้ว.
1.    ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน  และจะมีคำว่า Since  (ตั้งแต่) และ for  (เป็นเวลา) มาใช้ร่วมด้วยเสมอ.
2.    ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เคยทำมาแล้วในอดีต (จะกี่ครั้งก็ได้ หรือจะทำอีกใน ปัจจุบัน หรือจะทำในอนาคต ก็ได้)และจะมีคำ ว่า  ever  (เคย) ,  never  (ไม่เคย) มาใช้ร่วมด้วย.
3.    ใช้กับเหตุการณ์ที่จบลงแล้วแต่ผู้พูดยังประทับใจอยู่ (ถ้าไม่ประทับใจก็ใช้   Tense
4.    ใช้กับ เหตุการที่เพิ่งจบไปแล้วไม่นาน(ไม่ได้ประทับใจอยู่) ซึ่งจะมีคำเหล่านี้มาใช้ร่วมด้วยเสมอ คือ  Just   (เพิ่งจะ), already  (เรียบร้อยแล้ว), yet  (ยัง), finally  (ในที่สุด)  เป็นต้น.



   [1.4] Present  perfect  continuous  tense    เช่น  He  has  been  walking .  เขาได้กำลังเดินแล้ว.
*  มีหลักการใช้เหมือน  [1.3]  ทุกประการ เพียงแต่ว่าเน้นว่าจะทำต่อไปในอนาคตด้วย    ซึ่ง [1.3] นั้นไม่เน้นว่าได้กระทำอย่างต่อเนื่องหรือไม่  ส่วน [1.4]  นี้เน้นว่ากระทำมาอย่างต่อเนื่องและจะกระทำต่อไปในอนาคตอีกด้วย.

             [2.1] Past  simple  tense      เช่น  He  walked.  เขาเดิน แล้ว.
1.   ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงแล้วในอดีต   มิได้ต่อเนื่องมาถึงขณะ ที่พูด และมักมีคำต่อไปนี้มาร่วมด้วยเสมอในประโยค เช่น  Yesterday, year  เป็นต้น.
2.    ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำเป็นประจำในอดีตที่ผ่านมาในครั้งนั้นๆ ซึ่งต้องมีคำวิเศษณ์บอกความถี่ (เช่น Always, every  day ) กับคำวิเศษณ์ บอกเวลา (เช่น  yesterday,  last  month )  2  อย่างมาร่วมอยู่ด้วยเสมอ.
3.    ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต  แต่ปัจจุบันไม่ได้เกิด อยู่ หรือไม่ได้เป็นดั่งในอดีตนั้นแล้ว  ซึ่งจะมีคำว่า  ago  นี้ร่วมอยู่ด้วย.
4.      ใช้ในประโยคที่คล้อยตามที่เป็น [2.1]  ประโยคคล้อยตามก็ต้อง เป็น [2.1]  ด้วย.

        [2.2]   Past continuous  tense   เช่น    He  was  walking .  เขากำลังเดินแล้ว
1.     ใช้กับเหตุการณ์   2   อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน  { 2.2  นี้ไม่นิยมใช้ตามลำพัง - ถ้าเกิดก่อนใช้  2.2   -  ถ้าเกิดทีหลังใช้ 2.1}.
2.     ใช้กับเหตุการณ์ที่ ไดกระทำติดต่อกันตลอดเวลาที่ได้ระบุไว้ในประโยค  ซึ่งจะมีคำบอกเวลาร่วมอยู่ด้วยในประโยค  เช่น  all  day  yesterday  etc.
3.     ใช้กับเหตุการณ์  2  อย่างที่กำลังทำในเวลาเดียวกัน(ใช้เฉพาะกริยาที่ทำได้นานเท่านั้น  หากเป็นกริยาที่ทำนานไม่ได้ก็ใช้หลักข้อ 1 ) ถ้าแต่งด้วย 2.1  กับ  2.2  จะดูจืดชืดเช่น   He  was  cleaning  the  house  while  I was  cooking  breakfast.

         [2.3]   Past  perfect  tense    เช่น  He  had walk.  เขาได้เดินแล้ว.
1.    ใช้กับ เหตุการณ์  2  อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต  มีหลักการใช้ดังนี้.
เกิดก่อนใช้  2.3  เกิดทีหลังใช้  2.1.
2.     ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำอันเดียวก็ได้ในอดีต แต่ต้องระบุชั่วโมงและวันให้แน่ชัดไว้ในทุกประโยคด้วยทุกครั้ง  เช่น   She  had  breakfast  at  eight o’ clock  yesterday.

        [2.4]   past  perfect  continuous  tense    เช่น   He  had  been  walking.
           มีหลักการใช้เหมือนกับ  2.3  ทุกกรณี  เพียงแต่  tense  นี้  ต้องการย้ำถึงความต่อเนื่องของการกระทำที่ 1  ว่าได้กระทำต่อเนื่องไปจนถึงการกระทำที่  2  โดยมิได้หยุด  เช่น  When  we  arrive  at  the  meeting ,  the  lecturer  had  been  speaking  for  an  hour  .   เมื่อพวกเราไปถึงที่ ประชุม  ผู้บรรยายได้พูดมาแล้ว เป็นเวลา 1  ชั่วโมง.



  [3.1]   Future  simple  tense      เช่น   He  will  walk.    เขาจะเดิน.
              ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ซึ่งจะมีคำว่า  tomorrow,  to  night,  next  week,  next  month   เป็นต้น  มาร่วมอยู่ด้วย.
           * Shall   ใช้กับ     I    we.
             Will    ใช้กับบุรุษที่  2  และนามทั่วๆไป.
             Will,  shall  จะใช้สลับกันในกรณีที่จะให้คำมั่นสัญญา, ข่มขู่บังคับ, ตกลงใจแน่วแน่.
             Will,  shall   ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือจงใจก็ได้.
             Be  going  to  (จะ)  ใช้กับความจงใจของมนุษย์ เท่านั้น  ห้ามใช้กับเหตุการณ์ของธรรมชาติและนิยมใช้ใน ประโยคเงื่อนไข.

       [3.2]    Future   continuous    tense    เช่น   He  will  be  walking.    เขากำลังจะ เดิน.
1.     ใช้ในการบอกกล่าวว่าในอนาคตนั้นกำลังทำอะไรอยู่ (ต้องกำหนดเวลาแน่นอน ด้วยเสมอ).
2.     ใช้กับเหตุการณ์  2  อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  มีกลักการใช้ดังนี้.
               -   เกิดก่อนใช้    3.2      S  +  will  be,  shall  be  +  Verb 1  ing.
                -  เกิดทีหลังใช้   1.1     S  +  Verb  1 .


        [3.3]   Future   prefect  tens    เช่น  He  will  walked.  เขาจะได้เดินแล้ว.
1.  ใช้กับเหตุการณ์ที่จะ เกิดขึ้นหรือสำเร็จลงในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต  โดยจะมีคำว่า  by  นำหน้ากลุ่มคำที่บอกเวลา ด้วย  เช่น   by  tomorrow  ,   by  next  week   เป็น ต้น.
2.  ใช้กับเหตุการณ์  2  อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต มีหลักดังนี้.
              -      เกิดก่อนใช้   3.3      S  +  will, shall  +  have  +  Verb 3.
-         เกิด ที่หลังใช้   1.1    S  +  Verb 1 .

        [3.4]  Future  prefect  continuous  tense เช่น He  will  have  been  walking. เขาจะได้กำลัง เดินแล้ว.
          ใช้เหมือน  3.3  ต่างกันเพียงแต่ว่า  3.4  นี้เน้นถึงการกระทำที่  1  ได้ทำต่อเนื่องมาจนถึงการกระทำที่  2  และจะกระทำต่อไปในอนาคต อีกด้วย.
           *   Tense  นี้ไม่ค่อยนิยมใช้บ่อย นัก  โดยเฉพาะกริยาที่ทำนาน ไม่ได้ อย่านำมาแต่งใน  Tense  นี้เด็ดขาด.


  ที่มา ; 
http://marujo2524.igetweb.com/?mo=3&art=570356